ข้อหารือที่ 9/2566 — ทนายความบริษัท ญ. (เช็คคืน)
สารบัญในมาตรานี้
ข้อกฎหมาย
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 4 (5), มาตรา 24 และ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง
- พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534
ข้อหารือ
ผู้หารือในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของบริษัท ญ. และเป็นทนายความในการดำเนินคดีต่าง ๆ ให้กับบริษัทฯ ด้วย โดยปกติลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากบริษัทฯ ได้ชำระเงินค่าสินค้าโดยสั่งจ่ายเป็นเช็คให้แก่บริษัทฯ หากเช็คของลูกค้าถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน บริษัทฯ ในฐานะผู้เสียหายตามกฎหมาย ก็จะดำเนินคดีกับลูกค้าในความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 โดยใช้ทนายความประจำบริษัทฯ เป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาล มิได้นำเช็คไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแต่ประการใด และโดยปกติหากทนายที่รับเรื่องไม่สามารถทราบได้ชัดเจนว่าผู้สั่งจ่ายเช็คชื่ออะไร ก็จะสอบถามไปทางธนาคาร ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
แต่ปัจจุบันนับแต่มี PDPA ธนาคารจะไม่ยอมบอกชื่อผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คให้แก่ทนายความของบริษัทฯ ทราบ แม้ทางบริษัทฯ จะอ้างว่า หากไม่บอก บริษัทฯ จะไม่สามารถฟ้องตัวผู้กระทำความผิดได้ ทำให้เกิดความเสียหายก็ตาม ก็ไม่ได้รับการแจ้งข้อมูลเพื่อประกอบการดำเนินคดี
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อกฎหมายทราบว่า มาตรา 4 (5) แห่ง PDPA ได้บัญญัติยกเว้นไม่ให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแก่ "การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์ รวมทั้งการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา" ซึ่งผู้หารือมีความเห็นว่า ผู้เสียหายที่แต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องคดีอาญาเอง น่าจะอยู่ในขอบข่ายข้อยกเว้นดังกล่าว เช่น ก่อนจะฟ้องคดี ทนายของผู้เสียหายจะต้องไปคัดทะเบียนราษฎรที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ เพื่อทราบชื่อ ที่อยู่ของจำเลยที่จะถูกฟ้อง ซึ่งสำนักงานเขตหรืออำเภอจะให้คัดสำเนาข้อมูลของบุคคลได้
จึงขอหารือว่า การดำเนินการดังกล่าวข้างต้นของบริษัทฯ จะสามารถปรับเข้ากับข้อยกเว้นตาม มาตรา 4 (5) ในส่วนที่บัญญัติว่า "รวมทั้งการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา" ได้หรือไม่
ความเห็น
คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือและให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพิจารณาแล้วเห็นว่า บทบัญญัติตาม มาตรา 4 (5) แห่ง PDPA ซึ่งกำหนดไม่ใช้บังคับแก่การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์ รวมทั้งการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ทั้งนี้ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการเพื่อให้รู้ถึงการกระทำความผิดอาญา ผู้กระทำความผิดอาญา ข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งความผิดอาญา การติดตามหาตัวผู้กระทำความผิดอาญา การพิจารณาความผิดอาญา และการลงโทษผู้กระทำความผิดอาญา แต่จะต้องเป็นการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเท่านั้น
สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของทนายความ และ/หรือผู้เสียหาย ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล:
- ในบางกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล เช่น การแถลงต่อศาลซึ่งอยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดี — ย่อมเข้าข้อยกเว้นตาม มาตรา 4 (5)
- แต่การเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยทนายความ และ/หรือผู้เสียหาย เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้รู้ถึงการกระทำความผิดอาญา ผู้กระทำความผิดอาญา ตลอดจนข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งความผิดอาญา ซึ่งเป็นกระบวนการก่อนการฟ้องคดีและการพิจารณาพิพากษาคดี และไม่ได้เป็นการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่เข้าลักษณะตาม มาตรา 4 (5) กรณีจึงไม่ได้รับยกเว้นไม่ให้นำ PDPA มาใช้บังคับ
อย่างไรก็ดี คณะอนุกรรมการฯ มีข้อสังเกตว่า ธนาคารในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับชื่อของผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตาม มาตรา 24 (3) แห่ง PDPA เนื่องจากเป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญา
ดังนั้น กรณีตามข้อหารือนี้ เมื่อธนาคารได้รับคำขอข้อมูลดังกล่าวจากทนายความ และ/หรือผู้เสียหาย จึงควรพิจารณาว่า การขอข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเจ้าของบัญชีหรือผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คโดยทนายความ และ/หรือผู้เสียหาย เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการฟ้องคดี อาจเป็นกรณีที่ธนาคารสามารถเปิดเผยได้โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ เช่น พิจารณาว่าเป็นกรณีที่เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ธนาคารพิจารณาแล้วเห็นว่า ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญน้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตาม มาตรา 24 (5) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง จึงไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือมีกฎหมายอื่นกำหนดให้ธนาคารต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวตาม มาตรา 24 (6) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ธนาคารก็ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังกล่าวต่อไป