ข้อหารือที่ 21/2566 — สถานีตำรวจภูธร ก. (สื่อมวลชนเผยแพร่ภาพ)
สารบัญในมาตรานี้
ข้อกฎหมาย
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 4 (3)
- พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม — มาตรา 27 (18)
- พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 — หมวด 3 (มาตรา 39 และมาตรา 40)
ข้อหารือ
สถานีตำรวจภูธร ก. แจ้งว่า ได้รับแจ้งความร้องทุกข์กรณีผู้เสียหายถูกสำนักข่าว Z โดยผู้ประกาศข่าวในรายการข่าว B อ่านข่าวใส่ความว่าโกงค่าอาหาร ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาของศาล และในระหว่างประกาศข่าว สำนักข่าว Z ยังเผยแพร่ภาพให้ผู้ชมเห็นใบหน้าพร้อมข้อความชี้ที่ตัวบุคคลว่า "ผู้ก่อเหตุ" โดยมิได้ปิดบัง
โดยเนื่องจากคดีนี้ผู้ถูกกล่าวหาเป็นสื่อสารมวลชน ซึ่งได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา 4 แห่ง PDPA หากการเปิดเผยข้อมูลเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ หรือเป็นประโยชน์สาธารณะ จึงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 132 (3) ขอทราบความเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาได้รับการคุ้มครองตาม มาตรา 4 หรือไม่
สถานีตำรวจภูธร ก. ได้แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมจาก สำนักงาน กสทช. ว่า ตามมาตรา 27 (18) แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และหมวด 3 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 กำหนดให้องค์กรรวมกลุ่มของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนเป็นผู้กำกับดูแลกันเองภายใต้มาตรฐานทางจริยธรรม · กสทช. จึงไม่อาจมีอำนาจในการพิจารณาว่าการนำเสนอข่าวของรายการข่าว B เป็นการดำเนินการตามจรรยาบรรณหรือจริยธรรมของสื่อสารมวลชนหรือไม่
ความเห็น
คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือและให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พิจารณาแล้วเห็นว่า PDPA ใช้บังคับกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งครอบคลุมทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจทุกภาคส่วน
อย่างไรก็ดี มาตรา 4 (3) บัญญัติให้ยกเว้นการใช้บังคับ PDPA กับบุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวมไว้เฉพาะเพื่อกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรืองานวรรณกรรมอันเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพหรือเป็นประโยชน์สาธารณะเท่านั้น ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ขอความเห็นดังกล่าวเป็นกรณีการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของนิติบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวมไว้เฉพาะเพื่อกิจการสื่อมวลชน จึงอาจมีลักษณะที่ได้รับยกเว้นตาม มาตรา 4 (3)
แต่สถานีตำรวจภูธร ก. จะต้องพิจารณาเพิ่มเติมด้วยว่า การนำเสนอหรือเผยแพร่ข่าวสารดังกล่าวเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพหรือเป็นประโยชน์สาธารณะหรือไม่ ซึ่งสถานีตำรวจภูธร ก. ควรขอความเห็นจากองค์กรที่เกิดจากการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่มีบริษัท Y เป็นสมาชิก ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพของกิจการสื่อมวลชนหรือไม่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป