หน้าหลัก

ข้อหารือที่ 27/2566 — สำนักการระบายน้ำ กทม. (Data Sharing ระหว่างหน่วยรัฐ)

11 มาตราอ้างอิง
สารบัญในมาตรานี้
  1. ข้อกฎหมาย
  2. ข้อหารือ
  3. ความเห็น
  4. เอกสารต้นฉบับ

ข้อกฎหมาย

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 6, มาตรา 19, มาตรา 22, มาตรา 23, มาตรา 24, มาตรา 25, มาตรา 26, มาตรา 27, มาตรา 37 (1), มาตรา 39 และ มาตรา 95
  2. พระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 — มาตรา 16
  3. พระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 และที่แก้ไขเพิ่มเติม — มาตรา 6
  4. ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแบ่งส่วนราชการฯ (ฉบับที่ 101) ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2561 ข้อ 18 (7)
  5. ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย พ.ศ. 2547 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 — ข้อ 5 และข้อ 6/1

ข้อหารือ

สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ขอหารือว่า กทม. จำเป็นต้องขอข้อมูลปริมาณการใช้น้ำรายเดือน และข้อมูลผู้ใช้น้ำรายใหม่ จาก กปน. เพื่อใช้ในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย หาก กทม. ยังไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล อาจจะเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 19 และ มาตรา 27 หรือไม่ และเข้าข้อยกเว้น มาตรา 24 หรือมาตราใดหรือไม่ · ทั้งนี้อ้างถึง พ.ร.บ. การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 มาตรา 13 และมาตรา 16 ที่ให้หน่วยงานของรัฐเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลได้

ความเห็น

มาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ. การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล ระบุชัดเจนว่าการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างหน่วยงานของรัฐต้องภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล · ดังนั้น กทม. ต้องพิจารณาให้การดำเนินการเป็นไปตาม PDPA ด้วย

กทม. ในฐานะนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บ/ใช้/เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล จึงเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามนัย มาตรา 6 · การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวถือเป็นการเก็บรวบรวมจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าของข้อมูลโดยตรงตามนัย มาตรา 25 · ตาม มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำการเก็บ/ใช้/เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้หากเจ้าของข้อมูลไม่ได้ให้ความยินยอม เว้นแต่ PDPA หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้

กทม. (สำนักการระบายน้ำฯ) ในฐานะหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่ในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำในพื้นที่ กทม. รวมทั้งรวบรวมน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดมาบำบัด ตามประกาศ กทม. + ข้อบัญญัติ กทม. ว่าด้วยการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย · ซึ่งเป็นภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ · หาก กทม. เห็นว่าการเก็บรวบรวมข้อมูลปริมาณการใช้น้ำเป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดในกฎหมาย เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียและจัดเก็บค่าธรรมเนียม กทม. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอความยินยอม ตามนัย มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 24 (4) และ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง · รวมทั้งสามารถเก็บรวบรวมจากแหล่งอื่น (เช่น จาก กปน.) ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอม ตามนัย มาตรา 25 วรรคหนึ่ง (2) · แต่ต้องเก็บอย่างจำกัด เท่าที่จำเป็นตาม มาตรา 22

กปน. ในฐานะนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ใช้น้ำ) เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตาม มาตรา 6 · หาก กปน. พิจารณาเห็นว่าข้อมูลที่ กทม. ร้องขอเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามนัย มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 24 และ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง กปน. ก็เปิดเผยข้อมูลได้ · ต้องบันทึกการใช้/เปิดเผยตาม มาตรา 39 ตามนัย มาตรา 27 วรรคสาม · และต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลตาม มาตรา 23 (รวมประเภทของหน่วยงานที่ข้อมูลอาจถูกเปิดเผยให้ เช่น กทม.)

สำหรับข้อมูลที่ กปน. เก็บไว้ก่อน PDPA ใช้บังคับ — บทเฉพาะกาล มาตรา 95 ครอบเฉพาะกรณีต้องขอความยินยอม · ไม่ครอบกรณีที่ได้รับยกเว้นตาม มาตรา 24 (4)

กทม. และ กปน. ต้องปฏิบัติหน้าที่ตาม PDPA + กฎหมายอื่นให้ครบ โดยเฉพาะ มาตรา 37 (1) มาตรการความมั่นคงปลอดภัย · ควรจัดทำ Data Sharing Agreement ระหว่างผู้ควบคุมข้อมูล 2 หน่วยงาน อย่างชัดเจน (วัตถุประสงค์ วิธีการ เงื่อนไข หน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย)

ข้อสังเกตเพิ่มเติม: กทม. อาจพิจารณาให้ กปน. เป็นผู้ส่งบัญชีรายการค่าบำบัดน้ำเสียโดยมีข้อมูลผู้ใช้น้ำ + ปริมาณการใช้น้ำ เพื่อใช้คำนวณและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมโดย กปน. ทดแทนการขอข้อมูลของผู้ใช้น้ำมาที่ กทม. โดยตรง — หากอยู่ในวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานที่กฎหมายอนุญาต จะลดปัญหาในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล

เอกสารต้นฉบับ