ข้อหารือที่ 8/2568 — สำนักการแพทย์ กทม. (รวบรวมข้อมูลสุขภาพจากสถานพยาบาลในพื้นที่ กทม.)
สารบัญในมาตรานี้
ข้อกฎหมาย
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 3 มาตรา 6 มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 24 (4) มาตรา 25 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 26 (5) (ก) และ (ข) มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 37 (1)
- พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม — มาตรา 6 และมาตรา 89 (3) และ (16)
- พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 — มาตรา 4
- ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงานและการกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม — ข้อ 10 และข้อ 11 (2)
- ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565
ข้อหารือ
สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร แจ้งว่า กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีอำนาจหน้าที่ด้านการสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 89 (16) โดยมีสำนักการแพทย์เป็นหน่วยงานในสังกัดที่ได้รับมอบหมายในการจัดให้มีบริการโรงพยาบาลในการตรวจรักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ฟื้นฟูสุขภาพและสมรรถภาพ รวมถึงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ คุณภาพบริการ และสร้างเครือข่ายทางการแพทย์และสาธารณสุข ตามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงานและการกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 94) ลงวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560 และ (ฉบับที่ 97) ลงวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560 ปัจจุบัน สำนักการแพทย์มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลอ่อนไหวของประชาชนผู้มารักษาพยาบาล จากสถานพยาบาลในเขต กทม. ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัลกรุงเทพมหานคร (Health Data Center) สำหรับประเมินสถานการณ์หรืออุบัติการณ์ของการเกิดโรค การสร้างเสริมสุขภาพ การจัดบริการทางการแพทย์รวมถึงทรัพยากรที่จำเป็นในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนการบริหารจัดการระบบบริการทางการแพทย์ในพื้นที่ กทม. ทั้งทางด้านบุคลากร สถานที่ อุปกรณ์ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นให้เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน ทั้งในสถานการณ์ปกติและภาวะฉุกเฉิน โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจากการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาพบว่าสถานพยาบาลต่าง ๆ ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักการแพทย์ได้ เนื่องจากมีข้อกังวลเรื่องอำนาจหน้าที่และความรับผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในการนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ สำนักการแพทย์จึงขอหารือคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
-
กทม. สามารถใช้ฐานภารกิจของรัฐ (Public Task) เป็นฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลอ่อนไหวของประชาชน จากสถานพยาบาลของรัฐและเอกชนในพื้นที่ กทม. เพื่อมาใช้ในการวางแผนการบริหารจัดการระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ภายใต้อำนาจหน้าที่ของ กทม. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24 (4) และ มาตรา 26 (5) (ข) ได้หรือไม่
-
หากไม่สามารถกระทำการตามข้อ 1 ได้ จะสามารถใช้ฐานทางกฎหมายใดหรือมีข้อเสนอแนะอื่นใดเพื่อให้สำนักการแพทย์สามารถดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และชอบด้วยกฎหมาย
ต่อมา สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ได้มีหนังสือขอชี้แจงเพิ่มเติม สรุปความในส่วนที่เกี่ยวข้องได้ว่า กทม. มีนโยบายในการรวบรวมข้อมูลสุขภาพจากสถานพยาบาลอื่นในพื้นที่ กทม. เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบายสุขภาพ และวางแผนการบริหารจัดการระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่ กทม. ซึ่งปัจจุบันยังมิได้มีการดำเนินการรวบรวมข้อมูลดังกล่าว โดยได้ขอหารือการรวบรวมและการประมวลผลข้อมูลสุขภาพของสถานพยาบาลในพื้นที่ กทม. จากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก่อนการดำเนินการ ทั้งนี้ กทม. ไม่มีนโยบายเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลใด ยกเว้นการส่งข้อมูลให้กระทรวงสาธารณสุขเพื่อนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายระดับประเทศเท่านั้น
ความเห็น
คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาข้อหารือ โดยได้รับทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้แทนสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร แล้ว มีความเห็นว่า กทม. เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และเป็นหน่วยงานของรัฐตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 การบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของ กทม. จึงต้องถือปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการด้วย ซึ่งเป็นไปตาม มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีกฎหมายว่าด้วยการใดบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะใด กิจการใด หรือหน่วยงานใดไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น เว้นแต่ (1) บทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้เป็นการเพิ่มเติม ไม่ว่าจะซ้ำกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้นหรือไม่ก็ตาม ฯลฯ” กทม. จึงควรดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ และให้พิจารณาบทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เป็นการเพิ่มเติม ในการดำเนินการดังกล่าวต่อไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เนื่องจากพิจารณาตามข้อเท็จจริงได้ว่า ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่หารือมานั้น กทม. มีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ในการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ กทม. จึงมีฐานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตาม มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยคณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ มีความเห็นในแต่ละประเด็น ดังนี้
ประเด็นข้อหารือที่ 1 (ฐานภารกิจของรัฐในการเก็บรวบรวมข้อมูลสุขภาพ)
ประเด็นข้อหารือที่ 1 เห็นว่า กทม. มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการในเขต กทม. ในเรื่องต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมถึงการดำเนินกิจการในเรื่องการสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาลตามมาตรา 89 (16) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 โดยมีสำนักการแพทย์เป็นส่วนราชการในสังกัดที่มีอำนาจหน้าที่จัดให้มีบริการโรงพยาบาลในการตรวจรักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ฟื้นฟูสุขภาพและสมรรถภาพ บริหารและจัดบริการการแพทย์ฉุกเฉินและส่งต่อผู้ป่วย เพื่อลดการบาดเจ็บและการตายจากการเจ็บป่วยของผู้ป่วย จัดการศึกษา ฝึกอบรม พัฒนาทางวิชาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมาย ตามข้อ 10 ของประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงานและการกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงานและการกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 94) ลงวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560 นอกจากนี้ สำนักการแพทย์ ยังมีสำนักงานพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์เป็นส่วนราชการในสังกัด มีอำนาจหน้าที่วางแผน กำกับ ติดตาม วิเคราะห์และประเมินผลแผนยุทธศาสตร์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข พัฒนาระบบบริการสุขภาพ คุณภาพบริการ และสร้างเครือข่ายทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งเป็นศูนย์ข้อมูลสารสนเทศทางการแพทย์ ตามข้อ 11 (2) ของประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงานและการกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงานและการกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 97) ลงวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560
การที่ กทม. โดยสำนักการแพทย์ มีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่มารักษาพยาบาลหรือรับบริการด้านสุขภาพจากสถานพยาบาลต่าง ๆ ในพื้นที่ กทม. ทั้งสถานพยาบาลของรัฐในสังกัดต่าง ๆ และสถานพยาบาลเอกชน เพื่อวัตถุประสงค์ในการประเมินสถานการณ์หรืออุบัติการณ์ของการเกิดโรค การสร้างเสริมสุขภาพ การจัดบริการทางการแพทย์ การวิเคราะห์และวางแผนการบริหารจัดการระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงทรัพยากรที่จำเป็น ทั้งทางด้านบุคลากร สถานที่ อุปกรณ์ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน ทั้งในสถานการณ์ปกติและภาวะฉุกเฉิน นั้น ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของ กทม. และส่วนราชการในสังกัด ในการดำเนินกิจการในเรื่องการสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาลตามมาตรา 89 (16) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 รวมทั้งอาจเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการในเรื่องการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตามมาตรา 89 (3) ด้วย จึงถือเป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของ กทม. หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ กทม. การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวของ กทม. จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตาม มาตรา 24 (4) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตาม มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพและความพิการ จากสถานพยาบาลต่าง ๆ ในเขต กทม. นั้น เมื่อ กทม. ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ข้างต้น จึงเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด จึงถือว่าเป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับเวชศาสตร์ป้องกันหรืออาชีวเวชศาสตร์ การให้บริการด้านสุขภาพหรือสังคม หรือการจัดการด้านสุขภาพ หรือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะด้านการสาธารณสุข กทม. จึงสามารถเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตาม มาตรา 26 (5) (ก) และ/หรือ (ข) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 อย่างไรก็ตาม ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว กทม. จะต้องจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมและเจาะจงเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลตามหน้าที่หรือตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพด้วย
นอกจากนี้ เมื่อได้พิจารณาแล้วว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวของ กทม. เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตาม มาตรา 24 หรือ มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวของ กทม. ซึ่งถือเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง จึงสามารถกระทำได้ตาม มาตรา 25 วรรคหนึ่ง (2) ด้วย
ประเด็นข้อหารือที่ 2 (ฐานทางกฎหมายทางเลือก)
ประเด็นข้อหารือที่ 2 เมื่อคณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ ได้ให้ความเห็นในประเด็นหารือที่ 1 แล้วว่า กทม. โดยสำนักการแพทย์ สามารถเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่มารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลในเขต กทม. เพื่อใช้ในการวางแผนบริหารจัดการระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขตามที่ขอหารือได้ โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตาม มาตรา 24 (4) และ มาตรา 26 (5) (ก) และ/หรือ (ข) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จึงไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาให้ความเห็นในประเด็นข้อหารือที่ 2 อีก
อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ มีข้อสังเกตว่า กทม. ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล จะต้องพิจารณาเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายของ กทม. ตาม มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และควรประสานงานกับสถานพยาบาลในเขต กทม. ที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลมายัง กทม. ให้มีการแจ้งรายละเอียดซึ่งรวมถึงวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเปิดเผยให้กับ กทม. ดังกล่าวให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมตาม มาตรา 23 หรือมีการแจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ที่แตกต่างไปจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้เดิมให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบแล้วตาม มาตรา 21 รวมทั้งจะต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด ตาม มาตรา 37 (1) ประกอบประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 นอกจากนี้ ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่หารือดังกล่าว กทม. ควรพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงกับการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขด้วย