หน้าหลัก

ข้อหารือที่ 1/2569 — กรมการขนส่งทางบก (เปิดเผยข้อมูลทะเบียนรถเพื่อการดำเนินคดี)

11 มาตราอ้างอิง
สารบัญในมาตรานี้
  1. ข้อกฎหมาย
  2. ข้อหารือ
  3. ความเห็น
  4. เอกสารต้นฉบับ

ข้อกฎหมาย

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 3 (1) มาตรา 4 (5) มาตรา 6 มาตรา 21 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (2) มาตรา 22 มาตรา 23 (1) และ (4) มาตรา 24 (4) (5) และ (6) มาตรา 26 (4) และ (5) (จ) มาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสาม มาตรา 37 (1) และ มาตรา 39
  2. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 — มาตรา 4
  3. พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  4. พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  5. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
  6. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565

ข้อหารือ

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) แจ้งว่า กรมการขนส่งทางบกมีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงหน้าที่ในการควบคุม กำกับ ดูแลรถและการใช้รถ โดยมีอำนาจหน้าที่ในด้านต่าง ๆ เช่น การจดทะเบียนรถ การออกใบอนุญาตขับรถ และการดำเนินงานตามภารกิจดังกล่าวมีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับทะเบียนและภาษีรถ ที่อยู่ในความครอบครองของกรมการขนส่งทางบก เช่น ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ ชื่อผู้ครอบครองรถ หมายเลขทะเบียน รายละเอียดเกี่ยวกับเลขตัวรถ หรือเลขเครื่องยนต์ เป็นต้น เพื่อประโยชน์ในการควบคุมและจัดระเบียบการใช้รถ รวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีรถตามกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าว

โดยปัจจุบันมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้องใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน หรือเพื่อประโยชน์ในการฟ้องคดี รวมถึงทนายความต้องการข้อมูลดังกล่าวประกอบการฟ้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาและสืบทรัพย์เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล แต่แนวทางปฏิบัติในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของกรมการขนส่งทางบกยังไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน กรมการขนส่งทางบก ในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จึงมีประเด็นที่จะขอหารือตาม มาตรา 4 (5) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดว่า พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีของศาล และการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์ รวมทั้งการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ดังนี้

  1. กรณีทนายความหรือผู้เสียหายขอทราบข้อมูลผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้ครอบครองรถยนต์ หรือข้อมูลอื่นที่อยู่ในความครอบครองของกรมการขนส่งทางบก เพื่อเตรียมยื่นฟ้องดำเนินคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีปกครองกับผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้ครอบครองรถยนต์ หรือบุคคลอื่น เช่น ฟ้องเกี่ยวกับมรดก การแย่งกรรมสิทธิ์ การขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีละเมิด การฟ้องคดีเกี่ยวกับการฉ้อโกง การทำให้เสียทรัพย์ เป็นต้น โดยไม่มีเอกสารหลักฐานจากศาล พนักงานอัยการ หรือหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจ เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกสามารถให้ข้อมูลได้หรือไม่ เพียงใด และต้องเรียกให้ทนายความหรือผู้เสียหายนำส่งเอกสารหลักฐานใดประกอบการขอข้อมูล

  2. กรณีทนายความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอทราบข้อมูลผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองรถยนต์ เพื่อจะดำเนินการบังคับคดีกับผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองรถยนต์ตามคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีปกครอง เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกสามารถให้ข้อมูลได้หรือไม่ เพียงใด และต้องเรียกให้นำส่งเอกสารหลักฐานใดประกอบการขอข้อมูล

  3. การเปิดเผยข้อมูลทะเบียนรถให้แก่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรม เช่น การเปิดเผยข้อมูลให้แก่พนักงานสอบสวนเพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กรมสรรพากรเพื่อสืบหาหลักทรัพย์ประกอบการยึดอายัดทรัพย์สินเพื่อชดใช้ภาษีอากรที่ค้างชำระ ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐเพื่อประกอบการบังคับตามคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิด หรือเพื่อประโยชน์ในการฟ้องคดี เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกสามารถให้ข้อมูลได้หรือไม่ เพียงใด และเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐดังกล่าวจะต้องอ้างฐานอำนาจตามกฎหมายในการขอข้อมูลหรือไม่

ความเห็น

คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าวแล้ว มีความเห็นว่า กรมการขนส่งทางบกมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ข้อมูลข่าวสาร (รวมถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล) ที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของกรมการขนส่งทางบก จึงถือเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการตามนัยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ในขณะเดียวกัน กรมการขนส่งทางบกก็มีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล จึงมีฐานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตาม มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่ง มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้บัญญัติหลักการไว้ว่า ในกรณีที่มีกฎหมายว่าด้วยการใดบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะใด กิจการใด หรือหน่วยงานใดไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น เว้นแต่ (1) บทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้เป็นการเพิ่มเติม ไม่ว่าจะซ้ำกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้นหรือไม่ก็ตาม (2) ฯลฯ ดังนั้น ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล กรมการขนส่งทางบกจะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับหน่วยงานของรัฐไว้โดยเฉพาะก่อน แล้วจึงพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เป็นการเพิ่มเติม ทั้งนี้ ตาม มาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

สำหรับประเด็นข้อหารือเกี่ยวกับ มาตรา 4 (5) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 นั้น เห็นว่า กรณีที่ได้รับยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาใช้บังคับตาม มาตรา 4 (5) จะต้องเป็นการพิจารณาพิพากษาของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์ รวมทั้งการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ทั้งนี้ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการเพื่อให้รู้ถึงการกระทำความผิดอาญา ผู้กระทำความผิดอาญา ข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งความผิดอาญา การติดตามหาตัวผู้กระทำความผิดอาญา การพิจารณาความผิดอาญา และการลงโทษผู้กระทำความผิดอาญา แต่จะต้องเป็นการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเท่านั้น แต่การเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยทนายความ และ/หรือผู้เสียหาย เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นกระบวนการก่อนการฟ้องคดีและการพิจารณาพิพากษาคดี และไม่ได้เป็นการดำเนินงานโดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี การวางทรัพย์ หรือกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่เข้าลักษณะตาม มาตรา 4 (5) ดังนั้น ในกรณีที่ทนายความหรือผู้เสียหายขอทราบข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเตรียมการยื่นฟ้องดำเนินคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีปกครอง รวมถึงการบังคับคดี ก็จะไม่ได้รับการยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาใช้บังคับ โดยสามารถเทียบเคียงแนวทางการตอบข้อหารือได้ตามสรุปการตอบข้อหารือที่ 9/2566 เรื่อง บริษัท ญ ขอหารือเรื่อง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 4 (5)

ประเด็นข้อหารือที่ 1 และ 2 สำหรับการพิจารณาเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้ทนายความ ผู้เสียหาย หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 นั้น กรมการขนส่งทางบกอาจพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับ มาตรา 24 (5) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กล่าวคือ การเปิดเผยดังกล่าวเป็นกรณีที่เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งในกรณีนี้หมายความรวมถึงประโยชน์ของบุคคลที่ข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกเปิดเผยให้ทราบด้วย ดังนั้น มาตรา 24 (5) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง จึงอาจใช้เป็นฐานทางกฎหมายสำหรับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานของรัฐโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ ในกรณีที่การเปิดเผยดังกล่าวไม่ใช่การดำเนินการที่เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของหน่วยงานนั้น ตาม มาตรา 24 (4) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และไม่ใช่กรณีที่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐดังกล่าวในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตาม มาตรา 24 (6) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติตาม มาตรา 24 (5) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ไม่ได้ก่อให้เกิดหน้าที่โดยตรงต่อกรมการขนส่งทางบกที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กับบุคคลหรือหน่วยงานที่ร้องขอเสมอไป แต่เป็นการกำหนดหลักการของการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้มีความชอบธรรมตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น โดยการพิจารณาว่าการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวถือเป็นประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (legitimate interests) ของบุคคลหรือนิติบุคคลใดหรือไม่ จำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างรอบคอบ รวมถึงการพิจารณาว่าเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถคาดหวังได้อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ ณ เวลาและบริบทของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลว่าอาจมีการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์นั้น ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า การก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย (legal claims) ของบุคคลหรือนิติบุคคลใด ย่อมถือเป็นประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบุคคลหรือนิติบุคคลนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวกและรวดเร็ว

นอกจากนี้ หากกรมการขนส่งทางบกมีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตาม มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพ เพื่อวัตถุประสงค์ข้างต้น การเปิดเผยดังกล่าวก็อาจดำเนินการได้ตาม มาตรา 26 (4) โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกจะต้องทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไว้ก่อนหรือในขณะที่เก็บรวบรวม ตาม มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เว้นแต่จะเป็นกรณีที่บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้ตาม มาตรา 21 วรรคสอง (2) ดังนั้น กรมการขนส่งทางบกอาจพิจารณาว่ากรณีใดบ้างที่เห็นว่าสามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการเตรียมยื่นฟ้องดำเนินคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีปกครอง รวมถึงการบังคับคดี โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตาม มาตรา 24 (5) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ได้ ซึ่งถือเป็นกรณีที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้โดยไม่ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบและได้รับความยินยอมก่อนเปิดเผย ตาม มาตรา 21 วรรคสอง (2)

อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาปรับใช้ฐานทางกฎหมายตาม มาตรา 24 (5) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว กรมการขนส่งทางบกจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายจากการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวมีความสำคัญไม่น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกรมการขนส่งทางบกอาจพิจารณาการประเมินประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Interest Assessment: LIA) จากหลักเกณฑ์ 3 ประการ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง การทดสอบวัตถุประสงค์ (Purpose Test) เป็นการพิจารณาเหตุผลและประโยชน์ที่จะได้รับจากการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ว่ามีความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

ประการที่สอง การทดสอบความจำเป็น (Necessity Test) เป็นการพิจารณาว่า การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายนั้น และสามารถดำเนินการด้วยวิธีการอื่นที่จะส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลน้อยกว่าได้หรือไม่ เพียงใด

ประการที่สาม การทดสอบความสมดุลแห่งสิทธิ (Balancing Test) เป็นการพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว กับสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะต้องไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ โดยเฉพาะสิทธิในความเป็นส่วนตัว (Right to Privacy) ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องเกินสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองรถยนต์ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีเป็นผู้เยาว์ อาจจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ และจะต้องเปิดเผยข้อมูลเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวเท่านั้น

ประเด็นข้อหารือที่ 3 สามารถพิจารณาโดยจำแนกได้เป็นสองกรณี ดังนี้

กรณีที่ 1 การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการขอข้อมูลดังกล่าวโดยตรง เช่น พนักงานสอบสวนเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่น เห็นว่า หากการขอข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐดังกล่าวเป็นกรณีที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งกรมการขนส่งทางบกมีหน้าที่ตามกฎหมายในการให้ข้อมูล การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวก็จะถือเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบกในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตาม มาตรา 24 (6) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกอาจพิจารณาร้องขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการขอข้อมูลดังกล่าวได้ ตามความจำเป็นและเหมาะสม เพื่อความชัดเจน

กรณีที่ 2 การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่ได้เป็นการใช้หน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการขอข้อมูลดังกล่าวโดยตรง แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการทางปกครองหรือการบังคับทางปกครอง หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการทางกฎหมายหรือฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีดังกล่าวอาจถือเป็นกรณีที่เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตาม มาตรา 24 (4) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ที่สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือในกรณีที่ประสงค์จะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์อย่างอื่นที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยตรง แต่อาจเป็นประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐนั้น ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีเหล่านี้อาจถือเป็นกรณีที่เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ตาม มาตรา 24 (5) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ที่สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเช่นกัน ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่องการอ้างฐานอำนาจตามกฎหมายในการขอข้อมูล สำหรับกรณีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตาม มาตรา 24 (4) หรือ (5) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่งดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องอาศัยฐานอำนาจตามกฎหมายอื่นแต่อย่างใด

ในกรณีที่กรมการขนส่งทางบกได้รับการขอให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตาม มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กรมการขนส่งทางบกจะต้องพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตาม มาตรา 26 ซึ่งในกรณีที่เป็นการเปิดเผยให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย อาจถือเป็นกรณีที่เป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะที่สำคัญตาม มาตรา 26 (5) (จ) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ที่สามารถเปิดเผยได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง แต่ต้องจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนในกรณีที่ขอให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตาม มาตรา 26 เพื่อประโยชน์อย่างอื่นที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยตรง แต่เป็นกรณีที่เป็นการจำเป็นเพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ก็ถือเป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง ตาม มาตรา 26 (4) ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการดำเนินการดังกล่าวแล้ว กรมการขนส่งทางบกยังมีหน้าที่ในการจัดให้มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมตาม มาตรา 37 (1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ประกอบหลักเกณฑ์ตามประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 และต้องบันทึกการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมในบันทึกรายการ (Record of Processing Activities: ROPA) ตาม มาตรา 39 ทั้งนี้ ตามนัย มาตรา 27 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย และหากกรมการขนส่งทางบกจะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลก็ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพียงเท่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมาย ตามนัย มาตรา 22 โดยหลีกเลี่ยงการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกินความคาดหวังปกติในบริบทของการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง และจะต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบวัตถุประสงค์และรายละเอียดในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล (privacy notice) ตาม มาตรา 23 ซึ่งรวมถึงวัตถุประสงค์ตามที่ มาตรา 24 ให้อำนาจในการเก็บรวบรวมได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตาม (1) และประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจจะถูกเปิดเผยตาม (4) ด้วย ส่วนประเด็นการเรียกหรือขอให้นำส่งเอกสารหรือหลักฐานใด ๆ เพื่อประกอบการขอข้อมูลนั้น กรมการขนส่งทางบกอาจพิจารณาขอข้อมูลรวมทั้งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อการพิสูจน์สิทธิ เหตุผลความจำเป็น และ/หรือประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องขอ เพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ตามที่เห็นสมควร

อนึ่ง การให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 นี้ เป็นการให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยทั่วไป อย่างไรก็ดี การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการตามคำขอ กรมการขนส่งทางบกต้องพิจารณาให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ด้วย เนื่องจากเป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ และในการใช้ดุลพินิจในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลโดยหน่วยงานของรัฐดังกล่าว หากเจ้าของข้อมูลเห็นว่าได้รับความเสียหายก็สามารถใช้สิทธิร้องเรียนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปได้

เอกสารต้นฉบับ