ข้อหารือที่ 22/2566 — สถานีตำรวจภูธร ข. (โทษอาญา PDPA + ร้องเรียนทางปกครอง)
สารบัญในมาตรานี้
ข้อกฎหมาย
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 26, มาตรา 27, มาตรา 73, มาตรา 79, มาตรา 80 และ มาตรา 81
- พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 — มาตรา 12
- ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่าด้วยการยื่น การไม่รับเรื่อง การยุติเรื่อง การพิจารณา และระยะเวลาในการพิจารณาคำร้องเรียน พ.ศ. 2565
ข้อหารือ
สถานีตำรวจภูธร ข. ขอหารือกรณีผู้เสียหายได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายก อบจ. ก. ปลัด อบจ. ก. และเจ้าหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีพฤติการณ์สืบเนื่องจากการออกประกาศ อบจ. ก. เรื่อง การพ้นจากราชการของข้าราชการ อบจ. ก. ซึ่งมีอายุครบ 60 ปี · อบจ. ก. ได้มีคำสั่งลงโทษไล่ผู้เสียหายออกจากราชการไว้เป็นการชั่วคราว แต่ศาลปกครอง ค. ได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับ
ผู้เสียหายอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดผู้เสียหายตาม PDPA ทำให้ได้รับความเสียหาย เป็นการประจานหรือประกาศโฆษณาให้ได้รับความอับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียง · สถานีตำรวจภูธร ข. จึงขอหารือว่า การกระทำของผู้ต้องหาดังกล่าวเป็นการกระทำผิดตาม PDPA หรือไม่
ความเห็น
คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือและให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พิจารณาแล้วเห็นว่า PDPA ได้บัญญัติให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่หลายประการ ซึ่งหากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม จะมีความผิดอาญาเฉพาะเรื่องที่มีลักษณะตามความในหมวด 7 ส่วนที่ 1 แห่ง PDPA โดยจะต้องมีองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา 79, มาตรา 80 และ มาตรา 81 แล้วแต่กรณี
เช่น การใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่จะเป็นความผิดอาญาตาม มาตรา 79 วรรคหนึ่ง ต้องเกิดขึ้นจาก:
- ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตาม มาตรา 26 (ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในศาสนา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ ฯลฯ)
- โดยฝ่าฝืนไม่ได้รับความยินยอม และไม่เข้าข้อยกเว้นอื่นตาม มาตรา 26 ประกอบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง
- หรือเป็นกรณีบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลตาม มาตรา 26 มาจากการเปิดเผยของผู้ควบคุมข้อมูล แต่ใช้/เปิดเผยเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากที่แจ้งไว้ ตามนัย มาตรา 27 วรรคสอง
- โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย
หรือกรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏในคดีว่าผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล และการกระทำความผิดเกิดจากการสั่งการของกรรมการ/ผู้จัดการ/บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น (หรือละเว้นไม่สั่งการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลกระทำความผิด) ผู้นั้นต้องรับโทษด้วย ตาม มาตรา 81
ดังนั้น ในกรณีนี้ พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการจึงสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย องค์ประกอบความผิด และพิจารณาดำเนินการต่อไปตามที่เห็นสมควร
อย่างไรก็ดี นอกจากกรณีโทษอาญา PDPA ยังมีกรณีความผิดอันเกิดจากการฝ่าฝืนที่มีโทษทางปกครอง ซึ่งผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิร้องเรียนตามบทบัญญัติในหมวด 5 — หากผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องเรียนต่อสำนักงาน คคส. ตาม มาตรา 73 ประกอบระเบียบ คคส. ว่าด้วยการยื่น/พิจารณาคำร้องเรียน พ.ศ. 2565 และคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนจนได้ข้อสรุปแล้ว พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการสามารถนำข้อสรุปและความเห็นไปพิจารณาประกอบการดำเนินการในคดีอาญาได้